[BR] Togo 004 : Last day

posted on 26 Nov 2012 00:14 by moscownight in BR directory Fiction
 

เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ Battle Royal School
 







พวกเราถูกสวมปลอกคอ
กักขังในนรกที่ไร้ทางออก
เขานำเครื่องประหารยัดใส่มือเรา
กระซิบด้วยเสียงคำรามดังลั่น
ว่าคนเดียวเท่านั้นที่จะรอดไปได้

มีแค่คนเดียวที่จะรอด...
















1.


มันยากที่จะตั้งสติได้ในทันที

แต่เมื่อตั้งหลักได้นิดหน่อย ผมรีบเร่งฝีเท้าออกจากสถานที่ที่ถูกปล่อยตัว
ตรงไปเรื่อย ๆ ไกลเท่าที่จะทำได้
จนใกล้เที่ยงนั่นล่ะถึงเจอหมู่บ้านเล็ก ๆ เข้า
ผมหาที่นั่งหลบแดด พักเหนื่อย และเปิดกระเป๋าดู
หยิบแผนที่ที่ได้มากางออก จึงพอกะระยะได้ว่าขนาดของเกาะไม่ใหญ่เท่าไร
สามารถเดินอย่างไม่หยุดพักจากตรงกลาง มาสุดด้านใดด้านหนึ่งได้ในเวลาประมาณครึ่งวัน
แต่ถ้าเป็นพวกที่ไม่ได้เล่นกีฬาเลย แล้วคิดจะเดินให้ทั่วเกาะ
ก็คงต้องเหนื่อยและใช้เวลามากกว่านี้แน่

ไอแดด ระยะทาง หรือไม่ก็ฤทธิ์ยาสลบที่พวกมันใช้กับเรา
อย่างใดอย่างหนึ่ง ทำให้ผมเวียนหัวจนรู้สึกคลื่นไส้
ผมมองดูปืนกระบอกยาวที่ได้มาเมื่อเช้า
มันนอนนิ่งบนพื้นข้างตัวผมอย่างไม่รู้สึกรู้สา
ไอ้พวกระยำนั่น
มันดันให้ของแบบนี้กับพวกเรามา...

ผมหายใจไม่ออกเมื่อคิดถึงเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้น
หลังจากทุกคนได้ของแบบนี้ไว้ในมือ
ใครจะฆ่าใคร
ใครจะยิงใคร
ต้องมีคนที่ซ่อนตัว
มีคนที่คิดฆ่าทุกคน
ทุกคนพยายามหาทางรอด
แล้วยังไง...แล้วยังไงต่อ...
พวกเราจะทำยังไงต่อไปดี

ไม่รู้ว่านานเท่าไร
แต่ทั้งหมดนั่นมันมากเกินกว่าที่ผมจะหาคำตอบให้ตัวเองได้
เป็นคนเลวไปจนจบเกม
หรือพยายามช่วยทุกคน จนถึงท้ายที่สุด
ช่วย...
ยังไงล่ะ
พวกเรายังทำอะไรได้อีกหรือ

"...พอแล้ว" ผมบอกกับตัวเอง
ไม่แน่ใจว่าได้เปล่งเสียงออกไปจริง ๆ หรือเปล่า
ผมรื้อของในกระเป๋าออกมาจัด
เอาของที่ไม่จำเป็นทิ้งไปให้หมด
เอาความคิดที่ไม่จำเป็นทิ้งออกไปด้วย
เวลาแบบนี้ต้องพยายามมีสติให้ได้

แต่ในตอนนั้นเองเสียงปืนดังขึ้น

ไกล...แต่สะกิดความพยายามของผมเสียจนแตกกระจาย
ผมหันหาต้นเสียง และรีบซ่อนในเงามืดระหว่างตัวบ้าน
ไม่ใช่แถวนี้ ...
นั่นทำให้ผมผ่อนคลายลงในเวลาไม่นานนัก
แต่ความรู้สึกบางอย่างกลับเอ่อล้นขึ้นมาแทนที่ในอก

มันเริ่มแล้ว...กระสุนนัดแรก...

บางทีตอนนี้อาจจะมีใครตายแล้วก็ได้

"โทโง"

ไวกว่าความคิด ผมคว้าปืนฟาดไปทางต้นเสียงเต็มแรงด้วยความตกใจ

"หยุด หยุด นี่ฉันเอง!" อีกฝ่ายรีบยกมือห้ามพร้อมเบี่ยงตัวหลบ
ผมมองหน้าเขาก่อนจะอุทานออกมา

"! คิริคุ!"








2.


ในบ้านเก่า ๆ ที่ยังมีร่องรอยของคนที่อาศัยอยู่ก่อนหน้านี้
พวกเรานั่งที่โต๊ะอาหาร หยิบขนมปังที่ได้รับออกมาทานด้วยกัน
ทำตัวเหมือนปกติ ทั้งที่ไม่มีอะไรที่ปกติเลย
อันที่จริงคนที่ดูเหมือนเฉยเมยต่อสถานการณ์จริง ๆ คือคิริคุ
ส่วนผมกลับรู้สึกกระวนกระวายจนไม่รู้ยังไงต่อไป

ผมมองเขา

คิริคุที่ได้ปืนยาวจากผมไปกำลังหยิบมันมาสำรวจ
บางครั้งก็ลองทำท่าเล็งเหมือนพยายามทำให้ชินมือ
ด้วยความที่เขาเหนี่ยวไกสุ่มสี่สุ่มห้าใส่ต้นไม้ข้างทางไปครั้งหนึ่ง
ทำให้ผมต้องเตือนให้เขาระวังมากกว่าเดิม
แต่อย่างน้อยนั่นก็ทำให้เราได้รู้ว่ามันบรรจุกระสุนลูกปราย

ผมไม่เคยสนใจอาวุธอะไรพวกนี้เลย
พอเห็นอานุภาพของมัน ถึงได้ตระหนักได้ว่าดีแล้วที่ยกมันให้เขา
เพราะผมไม่มีทางกล้าเหนี่ยวไกเจ้านี่ไปทางใครแน่...
คิริคุที่เคยจับธนูมาบ้าง บางทีอาจจะใช้มันได้ดีกว่าผม
ที่สำคัญ ผมนึกภาพไม่ออก
ว่าเขาจะใช้ไม้เบสบอลสู้กับคนอื่น ๆ ที่มีอาวุธหนักได้ยังไง

'นายจะไปด้วยกันมั้ย
...ถ้าเจอคนอื่นแล้วละก็ ฉันจะเข้าไปคุยเอง
นายอยู่ข้างหลังฉัน ถือนี่ไว้...
ถ้าเห็นท่าไม่ดีจริง ๆ ถึงจะยิง เข้าใจไหม
ห้ามยิงสุ่มสี่สุ่มห้าเด็ดขาด...เข้าใจหรือเปล่า'

'ฮะ พ่อ'

คำตอบง่าย ๆ พร้อมรอยยิ้มที่ดูเหมือนไม่รู้เรื่องรู้ราวของเขา
และที่เรียกผมว่าพ่อ เหมือนที่เขาชอบเรียกเล่น ๆ ตามปกติ
ทำให้ผมไม่แน่ใจ ว่าเขาเข้าใจความหนักของปืนกระบอกนี้หรือเปล่า
ไม่ใช่น้ำหนัก แต่เป็นเพราะความสามารถของมัน...

"ไม่กินเหรอ" เขาชี้ขนมปังของผมบนโต๊ะ
ผมบิมันออกมานิดหน่อย ใส่ปากตัวเองแทนคำตอบ

ผมแสร้งทำเป็นว่าต้องการร่วมมือกัน
ให้เขาช่วยคุ้มครองเวลาที่ผมเข้าไปหาคนอื่น ถึงได้ส่งปืนให้
แต่ความจริงแล้ว ไม่มีอะไรมากไปกว่าความเป็นห่วง
ปืนนั่น...มันคงดีกว่าถ้าเขาได้ไป และใช้มันป้องกันตัวได้
อย่างน้อยก็ดีกว่าไม้เบสบอลแน่

มันก็แปลกดี เพราะว่าตั้งแต่ไหนแต่ไรมาผมก็ใจอ่อนกับเขา
มีแค่เรื่องเดียวที่ผมพยายามทำใจแข็งกับเขาเสมอมา...

"...แค่เมื่อเช้า ก็มีเสียงปืนดังหลายครั้งแล้วนะ"
ผมเอ่ยขึ้นระหว่างที่มือขยับไปบิขนมปังออกมาอีกชิ้น
เขาตอบแค่ "อือ" และมองไปข้างหน้าผ่านแนวลำกล้องปืนที่เขายกขึ้นเล็ง

กลางความเงียบระหว่างเรา เสียงปืนดังแว่วเข้ามาอีกครั้ง
แผ่วเบาจากที่ห่างไกล แต่ผมได้ยินมันชัดเจนราวกับมันคำรามอยู่ข้างหู

"โทโง"
จู่ ๆ เขาก็เรียกขึ้นมา
ผมละสายตาจากเสียงปืนกลางอากาศ หันไปมองเขา
พบว่าเขาก็กำลังมองผมอยู่เช่นกัน

"จำไว้นะ ฉันจะไม่ฆ่านายเด็ดขาด
ถึงแม้ว่านายจะฆ่าฉันก็ตาม"

ผมแค่นหัวเราะ
และพูดกับเขาว่า "ใครจะไปเชื่อวะ"
เหมือนกับว่าเขาเพิ่งพูดบทละครน้ำเน่าออกมาให้ได้ฮากัน

ทั้งที่ความจริงแล้วผม...

เรื่องเดียวที่ผมพยายามใจแข็งกับเขามาตลอด
คือการไม่ยอมให้เขารู้ว่าจริงๆผมใจอ่อนกับเขามากแค่ไหน

มากกว่าที่เขาคิดแน่นอน








3.


ตลอดบ่าย พวกเราเดินสำรวจบ้านในแถบนี้อย่างคร่าว ๆ
เข้าไปดูข้างในแต่ละหลัง ว่ามีข้าวของอะไรที่เราพอจะใช้ได้บ้าง

ครั้งหนึ่ง ขณะที่เรายืนอยู่นอกตัวบ้าน
มีเสียงแปลกปลอมดังมาจากพุ่มไม้ใกล้ตัว
ผมรีบคว้าตัวเขา พุ่งเข้าประตูบ้านหลังที่ใกล้ที่สุด

แต่มันไม่มีอะไร

อาจเป็นแค่เสียงกิ่งไม้ไหว ตามแรงลม
คิริคุบอกให้ออกไปดูด้วยกัน
บางทีอาจจะเป็นเพื่อนของเราที่บาดเจ็บอยู่ก็ได้
แต่ว่าตอนนั้นสติของผมแตกกระเจิงไปอีกครั้ง
ในตอนนั้นผมไม่ได้รู้สึกเป็นห่วงใครที่อาจจะอยู่ข้างนอกนั่นเลย

"...ถ้าเป็นฉันล่ะ ถ้าเป็นฉันที่เจ็บ นายจะทำยังไง"

ผมเริ่มต้นประโยค เพราะแค่อยากจะบอกเขาว่า
เมื่อผมเจ็บ เขาต้องรีบหนีไป
ตอนนี้ผมเป็นเหมือนตัวถ่วง
ผมไม่กล้ายิงใคร
ปกป้องใครไม่ได้
อยากจะหลบอยู่เฉย ๆ ในที่ปลอดภัย
เพราะว่ากลัวตาย
ถ้าทำได้ก็คงเลือกแบบนั้น

เขากลับกอดผมไว้  บอกว่า

"ไม่ต้องห่วงหรอก นายจะไม่เจ็บหรอก
นายปกป้องฉันมามากพอแล้ว
...ถึงเวลาที่ฉันจะปกป้องนายบ้าง"

อีกครั้งที่เขาพูดกับผมตรง ๆ
อีกครั้งที่เขาทำให้ผมสงบลง
ผมคาดหวังให้เขารอดไปให้ได้
ขณะเดียวกัน เขาคิดเช่นเดียวกันกับผม

แสงอันน้อยนิดเหมือนดาวที่อยู่ห่างไกล
แม้เรามองไม่เห็น แต่มันก็มีอยู่
มันจะเป็นไปได้หรือ หากเราเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าดำมืด
แล้วไม่คาดหวังเลยสักนิดว่าจะได้พบกับดวงดาวสักดวง
ส่องประกายอยู่ที่นั่น

แสงแห่งความหวัง
พวกเราคาดหวังว่าจะได้พบมัน
พวกเราคาดหวัง...
หวังว่าเราจะได้กลับบ้านด้วยกัน

"โทโง ถ้าคิรามิจะฆ่าฉัน...นายจะทำยังไง"

คำถามนั้นฉุดผมกลับมายังพื้นโลก
ผมมองเขา ถามกลับว่าเขาพูดบ้าอะไร
คิรามิไม่...
แต่สถานการณ์แบบนี้อะไรก็คงเกิดขึ้นได้
แต่ถึงอย่างนั้น...

"เธอไม่ทำหรอก"

"แล้วถ้าทำล่ะ" เขาสวนขึ้นมา
โน้มตัวเข้าหา พร้อมมองผมอย่างต้องการคำตอบ
"ถ้าเธอทำ..."

ผมหยุดคิด
ทำไมต้องเป็นคิรามิล่ะ
มันอาจจะเป็นใครก็ได้ ที่ฆ่าเขา
หรือฆ่าผม
หรือฆ่าเราทุกคน
ไม่ใช่เหรอ...คิริคุ

ผมสบตาเขา ดวงตาที่มีคำถาม
ก่อนจะเลี่ยง หลบสายตาไป

 "...ไม่ว่าใครจะเป็นคนฆ่านาย ฉันก็อภัยให้ไม่ได้ทั้งนั้น"








4.


ท้องฟ้ายามค่ำคืนนอกกรอบหน้าต่าง กลายเป็นสีน้ำเงิน
อย่างที่เราไม่เคยสังเกตมาก่อน
และเข้าใจเอาเองว่ามันดำสนิท

ในห้องนอนของคนแปลกหน้า
บนเตียงที่เคยเป็นของใครสักคน
คิริคุหลับไปก่อนแล้ว ใต้ผ้าห่มข้างตัวผม
โดยไม่สนใจว่าข้างนอกนั่นจะมีเสียงปืนดังขึ้น
หรือแม้แต่เสียงระเบิด
พวกเราทำราวกับว่าไม่ได้ร่วมอยู่ในเกม
เหมือนว่าข้างนอกนั่นยังคงเป็นเมืองที่เราอยู่อาศัย
และเมื่อไปที่โรงเรียน เราก็จะได้เจอเพื่อนทุกคนเหมือนเดิม

แต่ความจริงไม่มีทางเป็นแบบนั้น

ใต้ท้องฟ้าที่เฝ้ามองดูเรา
ผมยังคงมองไม่เห็นหนทาง

แต่มันไม่ควรจบลงด้วยความตาย
อย่างน้อยก็ไม่ควรจบลงด้วยความตายของเราทุกคน
ไม่อยากฆ่าใคร ไม่อยากให้ใครตาย
และไม่อยากตาย

แต่สิ่งที่ผมไม่อยากให้เกิดขึ้นที่สุด
คือไม่อยากให้พวกมันได้สมหวัง
เหล่าคนที่พาเรามาสู่เกมนรกนี่...

มันต้องไม่ได้สมหวัง อย่างที่ตั้งใจเอาไว้

ผมนึกถึงแผนที่ของเกาะ ซึ่งผมจดจำไว้ในหัวได้อย่างแม่นยำ
คนที่คิดจะหาทางรอด อาจไปที่ทางเรือ และโรงพยาบาล
ในทางกลับกัน คนที่คิดจะฆ่าทุกคน ก็อาจไปดักรอที่โรงพยาบาล
หรืออาจจะเดินไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเจอใคร
พวกที่ขี้กลัว น่าจะซ่อนอยู่รอบนอกของเกาะ ในป่าหรืออาคารสักทีหนึ่ง
และไม่น่าไปที่สุสานหรือที่โล่ง

ส่วนคนที่จะไปตรงกลาง...
สถานีที่พวกเราถูกปล่อยตัวออกมา
ที่ ๆ พวกทหารน่าจะใช้เป็นฐานคอยควบคุมพวกเรา...

ผมละสายตาจากท้องฟ้า หันมามองเพดาน
ปูนสีขาวมีรอยกระดำกระด่าง
นึกถึงพวกทหารที่เก็บตัวเงียบอยู่ในนั้น
นึกถึงเพื่อนแต่ละคน
ทั้งคนที่ร่าเริงที่สุด และคนที่ดูเงียบที่สุด
คนที่สนิท และไม่สนิทด้วยเลย
นึกถึงคิรามิ
และแม่ของผม

น้ำตาหยดลงจากหางตา ไหลลงข้างใบหน้า
แต่ว่าพรุ่งนี้จะไม่มีแล้ว
นับจากพรุ่งนี้จะไม่มีน้ำตา

"...คนที่จะไปตรงกลาง คือ..."

ผมพูดกับตัวเอง ใต้เพดานเก่าคร่ำคร่าของความทรงจำ

ไม่แน่ใจเลย ว่าได้เปล่งเสียงออกไปหรือเปล่า









Comment

Comment:

Tweet

โอยยยย โทโงคุง ฮือ ; ;
อ่านแล้วรู้สึกว่าได้เห็นหลายๆอย่างในตัวโทโงที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เขาดูเป็นเด็กผู้ชายธรรมดาๆคนนึงที่มีทั้งความหวาดกลัว ความสิ้นหวัง แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้ และเชื่อมั่นในตัวเพื่อนๆ สมเป็นหัวหน้าห้องของทุกคนมากๆ
ได้เห็นความสัมพันธ์ของโทโงกับคิริคุที่ตอนโรลนึกที่มาที่ไปไม่ค่อยออก แต่พอมาอ่านแบบนี้แล้วอยากอ่านมุมมองของคิริคุบ้างเลย
แล้วก็ชอบวิธีการเขียนด้วยค่ะ คำเรียบง่ายแต่ได้ใจความและสื่ออารมณ์สุดๆ ประทับใจ T T
สู้เค้านะหัวหน้าห้องของพวกเรา! ; v ;)9

#10 By M i l l (。・ω・。) on 2012-11-28 20:55

อ่านของโทโงแล้วมัน.... โฮ น้องโด๋ยเขียนดีอ่ะ ทุกคนเขียนดีมาก epic จริงๆ
อ่านแล้วเข้าใจความผูกพันของโทโงกับคิริคุได้ดีขึ้นเยอะเลยค่ะ TvT
โทโงมีด้านอ่อนไหวซ่อนไว้เยอะมาก เป็นกำลังใจให้นะ!

#9 By kiyono on 2012-11-28 16:42

โอ้ย บอส T v T)
โด๋ยเขียนโทโงออกมาได้ครบดีอะ เป็นทุกอย่างของเด็กผู้ชายที่เป็นหัวหน้าห้อง
คือเขาอาจจะไม่ได้ขนาดไม่แสดงความอ่อนแอ แต่เขาเข้มแข็งที่คิดจะสู้กับคนที่คุมเกมอยู่

เห็นโทโงกับคิริคุคุยกันหลายอย่างเลย แต่เรียบเรียงไม่ถูกเลยไม่ปะติดปะต่อเท่าไหร่
พออ่านที่โด๋ยเขียนแล้วรู้สึกเห็นทั้งสองคนมากขึ้นเลย ทั้งด้านที่มีหวังแล้วก็สิ้นหวัง

ขอติดตามบอสตลอดไปค่ะ four more years นะคะ! #ผิดประเทศ

#8 By k n o c t u a on 2012-11-28 16:41

โทโงกับคิรุคุ ดูไปดูมาก็คล้ายพ่อกับลูกจริงๆแฮะ

อ่านหลายๆเอนทรี่ผ่านๆมา เจอความสดใสและความสับสนมาก

อ่านเอนทรี่นี้แล้วถึงกับยิ่งได้อารมณ์เลยค่ะ

โทโงต้องเจอกับความสับสนและการตัดสินใจที่ยากลำบาก
ถ้าเป็นมาซารุคงเลือกไม่ได้. . .

#7 By Phantom In Shadiness on 2012-11-28 07:29

อ่าแฮ่ม มาเม้นท์อีกรอบนะ รอบที่แล้วฉันเม้นท์แบบอารมณ์ท่วมท้นเกิน
 
ที่ท่วมท้นเพราะอ่านแล้วอินมากน่ะ โทโงมีความสับสนและอ่อนแอในตัวเองอยู่นิดๆ เป็นอะไรที่ฉันชอบมากเลย ดูเป็นเด็กวัยรุ่นธรรมดาๆดี 
และกับความสัมพันธ์กับคิริคุ ฉันทั้งชอบและอิจฉาแทนคิรามิไปด้วยเลย สองคนนี้ช่างมีสายสัมพันธ์แนบแน่นกันนักนะ ฮึ่ม!
 
ฉันทั้งอยากให้คิรามิมาเจอสองคนนี้เร็วๆพอๆกับที่ไม่อยากให้เจอกันเลย แต่อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดละนะ 
 
รอดูวันต่อไปจ้ะ 'x'

#6 By N I L E on 2012-11-27 00:44

อ่านเอนทรีนี้ตั้งแต่เมื่อเช้าแล้วล่ะค่ะ มันจุกลึกๆอย่างบอกไม่ถูก พี่โด๋ยใช้คำน้อยแต่มีพลังมากจริงๆ สะท้อนจิตใจของโทโงออกมาทุกอย่างเลยทั้งความหวัง ความรัก ความเชื่อใจ ความมุ่งมั่น สุดยอดจริงๆค่ะ (;__;) มิสเตอร์เพรสซิเดนท์ มาช่วยกันพาทุกคนกลับบ้านนะคะ!

#5 By ★奈良★ on 2012-11-26 23:42

เป็นการเขียนที่เขียนดีซะจน อยากจะกดช่องเปล่าๆในคอมเม้นส่งไปทั้งๆที่ไม่มีอะไรนี่เลยล่ะค่ะ
ความรู้สึกและบรรยากาศนี่มัน.. ยากจะบรรยายจริงๆเลย เขียนดีมากๆเลยค่ะ TvT
การเล่าเรื่องของโทโงอ่านแล้วเข้าใจความรู้สึกมากๆเลย ทั้งเรื่องความรู้สึกและความสัมพันธ์พวกนั้นที่คนนอกไม่เคยได้รู้
สู้กันต่อไปนะคะ! TvT)9

#4 By gr*さくじろー on 2012-11-26 23:10

อ่านแล้วรู้สึกจุกอยู่ในอกเลยค่ะ
โทโงดูเป็นเด็กดีและอ่อนไหวกว่าที่คิด ความคิดที่เป็นห่วงคนอื่นๆ แบบนั้นทำให้รู้สึกว่า แบบนี้สมกับเป็นหัวหน้าห้องของทุกคนเลยด้วยล่ะค่ะ
เราคิดว่าการที่เขามีคิริคุอยู่ในตอนนี้น่าจะทำให้เกิดเรื่องราวบางอย่าง ที่แตกต่างจากการที่โทโงอยู่คนเดียวก็เป็นได้น่ะค่ะ โดยเฉพาะจากมุมมองของคิริคุที่มีต่อโทโง ต้องมีอะไรน่าสนใจแน่ๆ เลย

#3 By nechu* on 2012-11-26 15:20

เธอร้ายมากนะ
 
เขียนลงไปทุกอย่างแบบนี้ ฉันก็ต้องกัดฟันเขียนต่อแบบไม่ให้ความรู้สึกตัวเองมาปนด้วยแล้วสิ
 
แบบนี้ยิ่งไม่อยากให้เจอกันเข้าไปใหญ่
 
ใจร้ายที่สุดเลย ;_;

#2 By N I L E on 2012-11-26 01:09

แง๊ ทำไมเขียนดี *ตบตี*
อารมณ์มันได้ เนื้อหามันโอเค ลงตัว ไม่หลุดเลยอ่ะ ไม่มีส่วนที่คิดว่า มากปาย ยกเว้นภาพพื้นที่ที่เห็นไม่ตรงกันนิดหน่อยตอนต้น แต่นอกนั้นมันดูโอเค โทโงดูเป็นเด็กธรรมดาสมเป็นเด็กธรรมดาแถมยังใส่ความสัมพันธ์ตัวละครมาให้อีก
ตอนแรกฉันคิดว่าเนื้อเรื่องฝั่งเธอไม่มีอะไร ไม่น่าจะมีอะไรมากซะอีก
แต่ดันเขียนออกมาซะดีเลย T_T ทางฝั่งฉันมีอะไรเยอะแยะเลย แต่เครียดว่าจะเขียนไม่ได้ง่ะ ฮือฮือ ช่วยฉันหน่อยยยยเซะ
อา ฉันชอบโทโง แล้วก็ชอบคิริคุด้วยอ่ะ คิริคุดูเย็นๆไม่รู้ร้อนรู้หนาว แต่ก็โชวด้านที่คิดไม่ถึง เป็นความยะเยือกแบบอุ่นๆฟร่ะ ตอนที่บอกว่าจะให้โทโงฆ่าได้ ดูน่ากลัวยังไงไม่รู้อ่ะ
ps นายให้ปืนคิริคุแล้ว ต่อจากนี้ถ้าเขาฆ่าใคร เลือดก็เปื้อนมือนายเหมือนกันนะโทโง

#1 By [ S h e c k ] on 2012-11-26 01:07