[BT] Because you know her
posted on 19 Oct 2009 13:02 by moscownight in Blodwen
(เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจ็กบลอดเวน)
Because you know her
Punica Sheen
"คุณพ่อไม่อยู่หรอกค่ะ"
จู่ ๆ คุณกรก็มาที่บ้าน
ถึงจะพูดว่าจู่ ๆ ก็มา แต่ปกติเขาก็มักจะทำแบบนี้เสมออยู่แล้ว
พอตอบไปแบบนั้นคุณกรก็มีท่าทางแปลกใจ
"ห๊ะ...ไปไหนน่ะ ซื้อของเหรอ" เขาเกาหัว "งั้นเข้าไปรอในบ้านได้หรือเปล่า"
"ไม่ได้หรอกค่ะ หนูต้องล็อกบ้านแล้ว เดี๋ยวหนูจะไปค้างที่บ้านคุณลุงน่ะค่ะ"
คุณกรมองไปที่หน้ารั้วบ้าน รถสีดำจอดรออยู่ก่อนแล้ว เขาน่าจะจำรถคันนั้นได้
ทว่าเขาไม่ได้ถามถึงตัวหนูเลย
หนูรู้ว่าพอได้ยินชื่อคุณลุงแล้วเขาคงจะห่วงคุณพ่อมากกว่า
"ชาร์ลีไปไหน" เสียงของคุณกรแข็งกร้าวขึ้นนิดหน่อย
"ไปต่างเมืองน่ะค่ะ ยังไม่ทราบว่ากี่วันจะกลับ"
"ไม่เห็นบอกกันเลย"
หนูเงยหน้ามองเขา
ดูคุณกรกระสับกระส่ายกว่าปกติยังไงก็ไม่รู้
บางทีอาจจะมีเรื่องอะไรก็ได้
แต่ว่าตอนนั้น...
ตอนนั้นหนูเห็นแต่รอยยิ้มของคุณพ่อเวลาที่อยู่กับคุณกรเท่านั้น
คุณพ่อคะ
ยังรักคุณแม่อยู่เต็มหัวใจใช่หรือเปล่า
ถ้าอย่างนั้น...
ทำไมถึงยิ้มและหัวเราะกับคน ๆ นี้ได้อย่างมีความสุขนัก
"ถ้าเกิดคุณพ่อไม่กลับมาอีกเลย..." หนูเอ่ยขึ้น "คุณกรจะทำยังไงคะ"
วินาทีนั้น คุณกรทำหน้าเหมือนได้ยินเรื่องประหลาด
แววตาของเขาที่มองผ่านเลนส์แว่นตาดูแห้งแล้ง
ริมฝีปากปิดสนิท หยุดนิ่ง
มีแต่ดวงตาสีเข้มเท่านั้นที่จ้องมองลงมาเหมือนกับมองลึกลงไปในหุบเหว
ช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบงันนั้น
เป็นหนูเองที่รู้สึกอึดอัดใจจนอยากลบคำถามเมื่อกี้ทิ้งไป
เพราะว่าเขามองหนูเหมือนกับคนแปลกหน้า
และคุณกรก็ดูน่ากลัวมาก
หลังจากนั้นคุณกรยกมือขึ้น ลูบหัวหนูเบา ๆ
แววตาของเขาเปลี่ยนไปแล้ว...
"ชาร์ลีต้องกลับมาอยู่แล้ว รู้ไหม" คุณกรว่า
"เพราะว่าเขารักหนูมาก"
หนูมองเขา รู้สึกทำตัวไม่ถูก
นั่นไม่ใช่คำตอบที่หนูคาดคิดเอาไว้
จากนั้นเขาก็ยิ้ม
"อีกอย่าง ถ้าไม่กลับมา...งั้นฉันก็แย่เลยน่ะสิ แย่ชะมัดเลยแหละ ฮ่ะๆ" คุณกรพูดต่อด้วยท่าทางเขิน ๆ
"แล้วนี่ไปอยู่บ้านโน้นไม่เป็นไรจริง ๆ หรือ ไม่ได้โดนบังคับใช่ไหม เอาเบอร์โทรศัพท์ลุงไว้ไหมล่ะ"
"ไม่เป็นไรจริง ๆ ค่ะ" หนูตอบพลางเหม่อมองไปที่สวนและเรือนกระจก
เข้าสู่หน้าหนาวแล้ว ทำให้สวนดูรกร้างไปมากเพราะว่าเก็บเกี่ยวผลผลิตไปหมดแล้ว
หนูยกมือขึ้นข้างหนึ่ง วางลงบนมือของคุณกรที่วางแปะอยู่บนหัวของหนูเอง
แล้วอยู่ดี ๆ หนูก็เผลอยิ้ม
ไม่รู้ว่าเหมือนกันว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น
คุณพ่อคะ...รีบกลับมาเถอะนะคะ
______________________________________________________
Leo Lushkov
"ห๊ะ"
พอเห็นหน้าฉัน เจ้านั่นก็ร้องออกมาแบบนั้น แถมยังทำหน้าตาไม่พอใจเสียอีก
น่าโมโหจริง ๆ
แต่วันนี้ฉันก็แค่มารับพูนิก้าเท่านั้น ก็เลยไม่ได้อยู่ต่อปากต่อคำอะไรด้วย
ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมหมอนี่ถึงโผล่มายุ่มย่ามแถวนี้บ่อย ๆ
ฉันช่วยถือกระเป๋าแล้วก็พาพูนิก้าไปขึ้นรถ
พอเข้ามานั่งในรถแล้วก็เห็นพูนิก้ามองไปที่สวน
ไม่...เธอมองไปที่เจ้านั่นต่างหาก
พวกเราล็อกบ้านของชาร์ลีไปแล้ว แต่ไม่รู้ว่าหมอนั่นยืนอ้อยอิ่งอะไรอยู่ที่หน้าบ้าน
แต่ว่าฉันก็ไม่ได้รู้สึกอยากถาม ก็เลยปล่อยให้ออกรถไปตามปกติ
ระหว่างที่แล่นผ่านในเมืองบลอดเวน
ซึ่งต้องคอยขับช้า ๆ เพราะคนที่นี่ไม่ชินกับการที่มีรถยนต์วิ่งผ่านมาเท่าไร
ฉันคิดถึงงานคาร์นิวัลที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
เป็นหนึ่งในงานที่ฉันชอบที่สุดเลย...
แต่ว่าสมัยเด็ก ๆ ก็ไม่ค่อยได้มาเท่าไรหรอก
"คุณกร..."
จู่ ๆ พูนิก้าก็พูดออกมาทั้งที่เราออกมาห่างจากบ้านชีนมากแล้ว
"เขาคงไม่ทำเรื่องบ้า ๆ อย่างการรออยู่ที่หน้าบ้านแบบนั้นหรอกนะคะ"
"...ทำไมหมอนั่นต้องทำเรื่องโง่ ๆ แบบนั้นด้วย" ฉันถาม แต่ว่าเธอไม่ได้ตอบ
ชั่วแวบหนึ่งที่ฉันนึกว่าพูนิก้าอาจจะยังโกรธเรื่องนั้นอยู่ก็เลยไม่ได้ตอบ
แต่ก็ไม่น่าใช่ เพราะว่าเธอส่งต้นไม้มาให้ฉันตอนที่มีเทศกาลมอบต้นไม้ของบลอดเวนด้วย
ฉันก็เลยคิดไปถึงกล้วยไม้ต้นนั้นแทน
กล้วยไม้สีเหลืองดอกเล็ก ๆ มีวิธีดูแลแนบมาให้ด้วย
ลองปลูกไปสักพักก็ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลง
ก็เลยลองจับ ๆ ดูว่ามันเป็นพลาสติกหรือเปล่า
แล้วมันก็หลุดออกมาดอกหนึ่ง
ฉันก็เลยไม่ได้ไปจับอีก...
ถ้าถึงบ้านแล้ว ฉันคงโชว์ให้เธอดู
ตอนนี้มันก็ยังมีดอกสวย ๆ อยู่เหมือนเดิมเลยนะ
______________________________________________________
Shally Sheen
เมื่อวานจู่ ๆ ก็มีโทรศัพท์ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนโทรเข้ามา
"จำฉันได้หรือเปล่า"
"นายเป็นยังไงบ้าง"
"อะไรนะ เลิกกับโมนิก้าไปแล้วเหรอ"
"ช่างเถอะ นี่! ฟังนะ เมียฉันใกล้จะคลอดแล้ว นับวันดูคงไม่เกินอาทิตย์นี้มั้ง"
"เราไม่ได้เจอกันนานเท่าไรแล้วเนี่ย"
"เอางี้ นายมาช่วยหน่อยสิ ถ้าฉันทำคลอดเองอาจจะลนก็ได้ว่ะ"
"นายอยู่ที่บลอดเวนใช่ไหม เชื่อเลย...ไปอยู่ซะไกลขนาดนั้น"
"นั่งบอลลูนมาไหมล่ะ ฉันช่วยออกเงินให้"
"อา ไม่ต้องหรอก" ผมตอบเขาไป
ผมจำเขาได้อยู่แล้ว เขาเป็นหมอสมุนไพรที่ผมเจอในเมืองที่ผมพบกับโมนิก้า
ตอนนั้นเขาเคยเตือนผมเรื่องโมนิก้าด้วย
ตอนนั้นผมไม่เชื่อเขา
แต่ว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องที่ผมรู้สึกเสียใจหรอกนะ
จะว่าไปแล้วเราก็เป็นเพื่อนกันนั่นแหละ...
แต่เขาค่อนข้างจะขี้เมาสักหน่อยก็เลยไปสนิทกับคนอื่นที่ชอบเที่ยวกลางคืนเหมือนกันมากกว่า
ผมย้ายมาอยู่บลอดเวน ส่วนเขาย้ายไปเมืองข้างเคียงเมืองนั้น
ทำคลอดเหรอ...จะว่าไปเดี๋ยวนี้ทำคลอดที่โรงพยาบาลหรือคลีนิกมันก็ปลอดภัยกว่าน่ะนะ...
ดังนั้นผมก็เลยบอกลูกว่าต้องไปธุระที่เมืองนั้น
พูนิก้าเลยขอไปอยู่ที่บ้านของคุณลุชโคฟจนกว่าผมจะกลับมา เพราะว่าเธอไม่ได้เจอแม่นานแล้ว
ผมก็เลยโทรไปบอกคุณลุชโคฟให้ เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร แค่บอกว่าจะมารับ
ผมเองก็ถูกเพื่อนเร่งให้ไปเร็ว ๆ ด้วย ก็เลยต้องรีบออกมาตอนเช้า ไม่ทันได้รอเขามารับพูนิก้า
ผมไม่ค่อยได้ขึ้นบอลลูนไปไหนเท่าไร เพราะมันหวาดเสียวไปหน่อย
แต่ก็ถึงที่หมายด้วยดีนะ
พอมาถึงเมืองผมก็ไปตามที่อยู่ที่เขาให้มา
ที่นี่เป็นเมืองเล็ก ๆ คล้ายบลอดเวน แต่ก็พลุกพล่านกว่า ถึงจะไม่ได้เป็นแหล่งท่องเที่ยวก็เถอะ
ก็เลยหาบ้านของเขาได้ไม่ยากเท่าไร เพราะเดินไปถามทางคนไหนเขาก็รู้จักกันหมด
แต่ว่าชาวบ้านออกจะมองผมแปลก ๆ นิดหน่อย
คงเพราะผมเป็นคนแปลกหน้าแล้วก็พูดตะกุกตะกักล่ะมั้ง...ขอโทษนะครับ
บ้านของเขาเป็นตึกแถวแคบ ๆ แต่สูงสามชั้น มองจากภายนอกแล้วก็ดูดีอยู่เหมือนกัน
พอกดกริ่งหน้าบ้านแล้วรออยู่สักพักเขาก็ออกมารับ
"...เปตรอฟ" ผมเรียกเขา เพราะว่าไม่แน่ใจว่าใช่เขาหรือเปล่า
เราไม่ได้เจอกัน...น่าจะสักแปดปีได้ล่ะมั้ง ผมเลยทำตัวไม่ถูกนิดหน่อย
แต่ว่าคนตรงหน้าผมนี้ เขาผอมมาก แล้วก็มีกลิ่นเหล้า
ทำให้ผมนึกถึงคุณกรเลยล่ะ แต่ว่าคุณกรไม่ได้ดูแย่แบบนี้หรอกนะครับ
แค่...แค่เพราะได้กลิ่นเหล้าก็เลย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าตัวคุณกรเหม็นเหล้านะครับ
"เฮ้ย มาจริง ๆ เหรอเนี่ย" เปตรอฟหัวเราะ "เข้ามาข้างในก่อนสิ"
ผมเข้าไปในบ้าน แสงสว่างในบ้านน้อยและเหม็นอับ
ข้าวของก็รกไปหมด
บรรยากาศแปลกมากเลย
"โทษทีนะ ทาเนียไปบ้านแม่ที่เมืองข้าง ๆ นี่แหละ วันสองวันก็คงกลับ"
เปตรอฟว่าแล้วก็กุลีกุจอเคลียร์โต๊ะอาหารที่รกสุด ๆ ให้มีพื้นที่
ผมนั่งลงที่เก้าอี้ตรงข้ามเขา พวกเราคุยกันเรื่องสัพเพเหระ
ทั้งชีวิตของพวกเราที่ผ่านมา ทั้งเรื่องทั่วไป เหตุบ้านการเมือง
เขาได้เบอร์โทรของผมมาจากพ่อค้าที่มาจากบลอดเวน บังเอิญได้คุยกันเขาเลยถามถึงผม
พ่อค้าคนนั้นเป็นลูกค้าของผมเอง ก็เลยมีเบอร์โทรศัพท์ผมด้วย
ช่างบังเอิญจริง ๆ ผมยิ้มเมื่อเขาเล่าให้ฟัง
แล้วผมก็เล่าให้เปตรอฟฟังว่าคุณพ่อค้าคนนั้นเป็นคนดีแค่ไหน
"ฉันไม่เชื่อขี้ปากนายหรอก นายมองใครก็ว่าดีไปหมด แม้แต่เมียนายก็ด้วย"
เขาว่าแล้วก็หัวเราะ ผมก็เลยได้แต่ยิ้มรับ
พอคุยกันสักพักเขาก็เอาขวดเหล้ามาตั้งแล้วก็ชวนผมดื่มด้วย แต่ผมก็ปฏิเสธ
จากนั้นพวกเราก็เริ่มคุยกันเรื่องของทาเนีย
"เขาท้องอยู่ ฉันไม่อยากให้เขาทำงานบ้าน มันก็เลยเละอย่างที่เห็นนี่แหละ"
"ไม่อยากจะเชื่อว่าทาเนียจะทนได้" ผมว่า "เธอรักสะอาดจะตาย"
"นั่นแหละ ๆ ฉันเลยโดนบ่นซะ..."
"จำได้เลย ตอนที่เจอกันครั้งแรกเธอใส่ชุดกระโปรงสีเหลือง สวยมากเลยล่ะ"
ผมนึกถึงเธอด้วยความรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก ตอนนั้นเธอเป็นที่กล่าวขวัญในหมู่พวกเรา
เธอไม่ถึงกับเป็นคนสวย แต่ว่าทั้งการแต่งตัวและท่าทาง ไม่ว่าใครก็คงต้องเหลียวมอง
แต่ผมไม่รู้จริง ๆ ว่าเธอแต่งงานกับเปตรอฟตั้งแต่เมื่อไร อาจจะหลังจากที่ผมไปบลอดเวนแล้วก็ได้
"แต่บรรยากาศไม่ดีเลย คุณน่าจะเก็บกวาดบ้าน เดี๋ยวผมช่วย"
"เอาเถอะ เดี๋ยวค่อยว่ากัน" เขาเทเหล้าสีใสเพิ่มลงในแก้วใบเล็ก ๆ
พวกเราเอาแต่คุยเรื่องของทาเนียกันอยู่นาน เล่าเรื่องความหลังเก่า ๆ
หรือว่าเราจะแก่แล้วนะ ฮ่ะ ๆ
เปตรอฟเล่าว่าพยายามตื้อเธออยู่นานกว่าจะยอมคบด้วย อีกตั้งสามปีหลังจากนั้นถึงจะได้แต่งงาน
ส่วนเรื่องงาน เขาบอกว่าไม่ได้เป็นหมอยาแล้วแต่ไปทำงานกับร้านขายยาแทน
เพราะพอจะใช้ความรู้ให้เป็นประโยชน์ได้บ้าง แล้วก็ไม่ต้องซื้อที่กว้างขวางมากนัก
จะว่าไปตอนนี้ผมเองก็ไม่ค่อยได้ทำหน้าที่หมอเหมือนกันนะ...
"แต่ถ้าคุณเป็นคนจ่ายยา ลูกค้าคงห่วงคุณมากกว่าตัวเองอีกนะผมว่า"
เขามองผม ดวงตาลึกโหล หน้าเขาโทรมมากจนแทบไม่มีเค้าเดิม
ผมนี่ปากเสียจริง...
"อ...อา ผมหมายถึง ไหน ๆ ลูกก็จะคลอดแล้ว คุณน่าจะเลิกเหล้า"
เขาหัวเราะ ชูแก้วขึ้น ท่าทางเหมือนเยาะเย้ย
"เอาไว้ให้ถึงตอนนั้นนะ สัญญาเลย"
เปตรอฟดื่มจนเมาหัวราน้ำ แล้วก็หลับสนิทคาโต๊ะ ปล่อยให้ผมอยู่คนเดียว
ผมไม่เคยมาที่บ้านหลังนี้ ทำเอาทำตัวไม่ถูกเลย จะขึ้นไปชั้นบนก็ไม่กล้า
สุดท้ายก็เลยเก็บกวาดตรงโซฟาหน่อย
แล้วก็...
ก็เลยไปอุ้มเปตรอฟมานอนบนโซฟา
ไม่รู้ว่าจะปล่อยเขานอนอยู่แบบนั้นที่โต๊ะได้ยังไงนี่นา
แล้วผมก็นอนที่พื้นตรงข้างโซฟานั่นแหละ
ดังนั้นเช้าวันรุ่งขึ้นพอเขาตื่นขึ้นมาก็เลยเหยียบผมเข้าเต็มเปา
"นายมาอยู่ที่นี่ได้ไงเนี่ย"
เขาลืมเรื่องที่ผมมาที่บ้านนี้เมื่อวานเสียสนิท ใช้เวลาตั้งนานกว่าจะนึกออก
จากนั้นผมก็ไปซื้ออาหารเข้ามาทำกินกันเอง เพราะว่าในบ้านเขาไม่ค่อยมีของในตู้เย็น
จะว่าไปมันก็มีแค่ชีสเก่า ๆ เหลืออยู่เท่านั้น
"แล้วทาเนียจะกลับมาวันไหน" ผมถามขึ้นระหว่างที่เราทานพาสต้ากัน
"ไม่รู้เหมือนกัน คงไม่นานนักหรอก" เปตรอฟว่า แต่สายตายังจ้องมองไปที่โทรทัศน์
ทั้งที่ผมอุตส่าห์รีบมาแท้ ๆ แต่ก็นั่นแหละ ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอก
"ทาเนียกำลังท้องแก่ นายไม่น่าปล่อยเธอไปคนเดียว" ผมทัก
เปตรอฟที่เอาแต่มองหน้าจอนั้นหยุดนิ่งอย่างเงียบงัน
ความเงียบในวินาทีนั้นทำให้ผมอึดอัด...
"อย่าบ่นมากได้ไหม" เขาพูดเสียงเรียบ ๆ แต่รู้สึกได้ว่าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
ผมก็เลยนั่งทานอาหารต่อไปเงียบ ๆ
เปตรอฟดื่มเหล้าอย่างหนักทุกวัน
ทุกคืนผมจึงคอยอยู่คุยเป็นเพื่อนเขา
เรามักจะเอาแต่คุยเรื่องเก่า ๆ กัน รวมทั้งเรื่องของทาเนีย เรื่องของโมนิก้าด้วย
บางทีก็คุยเรื่องเพื่อน ๆ ที่รู้จักกันในช่วงนั้น ว่าแต่ละคนเป็นยังไงบ้างแล้ว
โชคดีที่เขาบอกให้ผมใช้ห้องน้ำได้ แล้วก็จะขึ้นไปนอนข้างบนได้
แต่ผมก็ยังนอนกับเขาข้างล่าง
จนกระทั่งคืนที่สาม พอเขาเมาหลับ ผมก็เลยอุ้มเขาขึ้นไปบนห้อง อย่างทุลักทุเลนิดหน่อย...
วางเขาลงบนเตียงคู่ น่าจะเป็นห้องของเขากับทาเนีย
ห้องนี้เรียบร้อยกว่าข้างล่างเสียอีก
ผมเดินไปอีกห้องหนึ่งเพื่อหาที่นอนของตัวเองบ้าง
แต่ว่าห้องที่ผมเข้าไปนั้นดูเหมือนจะเตรียมไว้สำหรับลูกของเขา
มีเตียงเด็ก และโต๊ะที่มีอุปกรณ์ที่จำเป็น
ผนังสีฟ้าและมีลวยลายน่ารัก ๆ เป็นรูปดวงดาวสีขาวเล็ก ๆ
เหนือเตียงสำหรับเด็กเล็กนั้นมีโมบายสีสันสดใสห้อยลงมา
ทุกอย่างเต็มไปด้วยฝุ่นและใยแมงมุม
ผมไม่รู้ว่ามันถูกทิ้งไว้แบบนี้นานเท่าไรแล้ว...
คืนนั้นผมเข้าไปนอนห้องเดียวกับเปตรอฟ
แต่ไม่กล้านอนบนเตียง เพราะมันเป็นเตียงของเขากับภรรยา
เขาหลับสนิท ไม่มีการละเมอหรือว่ากรน
ผมที่นอนอยู่บนพื้นกลับไม่สามารถข่มตาหลับลงได้
ผมมองหน้าเขา และเปลือกตาที่ปิดสนิทนั้น
วันต่อมา เขาเหมือนจะลืมไปแล้วว่าผมอยู่ที่นี่
"นายมาที่นี่ได้ยังไงน่ะ"
ผมได้แต่อธิบายฟื้นความทรงจำเขาก่อนจะออกไปตลาด
เขาบอกว่าชอบทานพาสต้าที่ผมทำมาก ผมเลยคิดจะทำอีก
แต่เปลี่ยนตัวซอสบ้าง เขาจะได้ไม่เบื่อ
จริง ๆ ผมไม่ได้ทำอาหารเก่งอะไรหรอก
แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ค่อยได้ทานอะไรเต็ม ๆ มื้อมานานมากกว่า
"เฮ้ นี่คุณ"
ผมชะงักเท้า หันไปตามเสียงเรียก
ในขณะที่ผู้คนในตลาดเดินสวนกันไปมาและมีแต่เสียงจอแจ
คนที่เรียกผมเอาไว้เป็นคุณป้าแม่ค้าในตลาดนั้นเอง
"คุณอยู่ที่บ้านเปตรอฟใช่ไหม เขาเป็นยังไงบ้าง"
"เอ๊ะ...เอ่อ ครับ เขา...เขาก็...ม...เหมือนเดิมมั้งครับ ชอบดื่มเหล้า ทุกวันเลย"
คุณป้าคนนั้นถอนหายใจเฮือกใหญ่
"ช่วยเตือน ๆ เขาหน่อยนะ ตั้งแต่เสียภรรยาไปเนี่ยเขาก็แทบจะหายตัวไปเลย"
ตัวผมชา...ตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นมา
แม้ว่า...จะรู้อยู่ก่อนแล้ว ว่ามีบางอย่างผิดปกติ
นั่นไม่ใช่บรรยากาศของบ้านที่กำลังจะต้อนรับชีวิตน้อย ๆ ที่เพิ่งเกิดเลย
คุณป้าคนนั้นดูจะเป็นห่วง
"ครั้งสุดท้ายที่ฉันเห็นเขา ผอมจนดูไม่ได้เลยจริง ๆ คุณเป็นเพื่อนก็ได้โปรดเตือนเขาหน่อยเถอะ"
ผมกลับมาบ้าน
ทำพาสต้าให้เขาทานอีกครั้ง
"แบบนี้กินทุกวันก็ไม่เบื่อนะเนี่ย นายนี่เจ๋งว่ะ" เขาชม
แต่ถึงอย่างนั้นเวลากินเขาก็มีสีหน้ากระอักกระอ่วนเป็นบางครั้ง
เขาปวดท้อง...งอตัวลง
พอทานเสร็จก็จะไปนอนพักที่โซฟา
"สงสัยจะเป็นโรคกระเพาะ" เขาว่า
แต่ผมกลับคิดว่าอาการจริง ๆ อาจจะย่ำแย่กว่านั้นมาก
ผมออกไปซื้อยาให้เขา เพราะว่าผมไม่ได้พกยาเกี่ยวกับอาการนี้มาด้วยเลย
กลิ่นยาในร้านทำให้ผมกลัว ผมก็เลยรีบซื้อและรีบหนีกลับมา
พอมาถึง เขาก็กำลังนั่งดื่มแต่หัววันอยู่
"ไอ้นี่ช่วยได้นะ" เปตรอฟหัวเราะเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่ผมแนะนำให้เขาทานยาเสียก่อน ซึ่งเขาก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร
จากนั้นผมก็เลยทำความสะอาดบ้านไปเรื่อย ๆ
แรก ๆ เขาก็พยายามห้ามผม แต่ผมบอกไปว่าไม่เป็นไร
พอเริ่มดึกหน่อยเขาก็ชักจะเมามากจนไม่สนใจว่าผมจะทำอะไรอยู่
เขาชวนผมคุยเรื่องเก่า ๆ
แล้วก็เรื่องของทาเนีย
"นายพูดถูก...รู้ไหม ชุดสีเหลืองที่เธอใส่วันนั้นโดนใจฉันที่สุดเลย"
เขานอนฟุบลงกับโต๊ะ ตะแคงหน้ามามองผมที่กำลังถูพื้น มือยังไม่ยอมปล่อยแก้วเล็ก ๆ นั้น
"มันดันหน้าอกด้วย หน้าอกขาว ๆ นี่แหละทำฉันตะลึงเลย ฮ่า ๆ"
"เธอชอบ...เวลาฉันเล่นหน้าอกของเธอหลังจากที่เราทำกันแล้ว"
"เธอเอาแต่กังวลนะ ตอนที่เพิ่งตั้งท้อง"
ผมตั้งหน้าตั้งตาถูบ้าน แต่ก็คอยตอบโต้เขาเป็นระยะ
"หรือว่าเธอจะไปคลอดที่บ้านแม่ก็ไม่รู้นะ" เขาพูดต่อ
ผมหยุดมือ และหันไปมองเขา
"เปตรอฟ ทาเนียตายไปแล้ว"
"มีคนที่ตลาดบอกฉัน"
"เธอไปหาแม่ แล้วขากลับมาก็ตกจากรถม้า"
"มันเป็นอุบัติเหตุ แต่ว่าเธอแท้ง"
"หมอช่วยเธอไว้ได้ แต่ช่วยเด็กไม่ทัน"
"แต่ว่าทาเนีย...เธอทำแบบนายตอนนี้"
"เอาแต่ดื่ม แล้วก็ดื่ม"
"เธอตายแล้วเปตรอฟ หลายปีมาแล้ว"
ผมรู้สึกเหมือนทำเรื่องที่โหดร้ายมาก และกลายเป็นผมเองที่ทนรับไม่ได้
เขามองหน้าผมด้วยสายตาเลื่อนลอย
ผมทนไม่ได้...
ผมหยุดน้ำตาตัวเองไว้ไม่ได้
เขาหัวเราะ
"เรื่องนั้นฉันก็รู้แล้วเหมือนกัน"
"ขอโทษที่หลอกนาย..."
"ฉันไม่นึกว่านายจะมาจริง ๆ"
"ฉันไม่คิดจริง ๆ ฉันคิดว่านายคงทำเป็นจดที่อยู่ไว้เฉย ๆ"
เขาทำท่าจะดื่มต่อ
ผมปรี่เข้าไปที่โต๊ะ
ยกขวดเหล้าขึ้นดื่มอึกใหญ่
จากนั้นก็พยายามกลืนมันลงคอไปให้มาก
แต่แค่ไม่กี่อึกเท่านั้นผมก็ร่วงดิ่งลงพื้น
แสบคอ...แล้วก็เอาแต่ร้องไห้
"แกโง่หรือไง ดื่มรวดเดียวแบบนั้น คอแข็งแค่ไหนก็ร่วงหมด" เปตรอฟโวยขึ้นมา
"เปตรอฟ...ทาเนียตายแล้ว" ผมทรุดอยู่ข้างโต๊ะ จับขวดไว้แทนหลักยึด
"ฉันบอกว่ารู้แล้ว"
ผมได้ยินที่เขาพูด แต่กลับไม่รับรู้อะไรอีก
"ฉันไม่รู้จะทำยังไง ไม่รู้จะช่วยยังไง"
"ฉัน...ฉัน..."
"ทำไมถึงเป็นฉัน...ทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่"
"ถ้าเป็นเพื่อนคนอื่น เขาต้องช่วยนายได้แน่"
"เขาต้องฉุดนายลุกขึ้น แล้วก็บอกว่า เลิกดื่มได้แล้วไอ้งั่ง มันจะทำให้แกตาย"
"ฉัน...ฉัน...ไม่รู้ว่าจะช่วยนายยังไง"
"นายอย่าตายเลยนะ อย่าตายเลย...อย่าตายนะเปตรอฟ"
"...นายไม่ต้องรู้สึกรับผิดชอบ" เสียงของเขาโรยแรง "ฉันเข้าใจดี"
"ทาเนียรักนาย ฉันรู้...เธอต้องรักนายมากแน่ แล้วนายก็ด้วย"
"เพราะว่าเธอสวยมาก" ผมร้องไห้โฮ "เธอสวยมาก น่ารักเหลือเกิน"
"เธอต้องเป็นแม่ที่ดีแน่"
ผมมันไม่ได้เรื่องจริง ๆ
แต่วินาทีนั้นผมไม่รู้เลยว่าพูดอะไรออกไปบ้าง
อาจจะเผลอปากเสียอะไรอีกก็ได้
เหมือนว่าเปตรอฟจะพูดอะไรออกมาบ้าง แต่ว่าผมมึนจนจับใจความอะไรไม่ได้
หลังจากนั้นผมก็เอนตัวพิงโต๊ะแล้วก็หลับไป...
เมื่อตื่นมาอีกครั้ง ผมโดนลากมานอนที่พื้นข้างโซฟา และมีผ้าห่มคลุมตัว
เขาเพิ่งจะออกไปซื้อของกลับมา เสียงฝีเท้านั้นเองที่ทำให้ผมตื่น
ผมลุกขึ้นนั่ง ปวดหัวจี๊ด
รู้สึกแสบคอ
"นอนก่อนก็ได้" เปตรอฟว่า ขณะที่เขาหยิบขนมปังไปปิ้ง "นายจะกลับแล้วใช่ไหม"
"...อือ" ผมตอบเขา
"ฉันคงคิดถึงนาย" น้ำเสียงของเขาหมายความอย่างที่พูด
"ผมก็เหมือนกัน" ผมค่อย ๆ ลุกขึ้น และเดินเข้าไปหาเขาในครัว
มองเขาทำแซนวิชอย่างง่าย ๆ
ผมก็เลยไปใช้เตา เพื่อทำพาสต้าแบบที่เขาชอบ
"ขอโทษนะ" เขาพูด
"ไม่เป็นไร...จริง ๆ" ผมตอบ แต่สายตาคอยมองดูเส้นพาสต้าในหม้อ
"ฉันรู้ว่านายพูดจริง" เขาหัวเราะ ก่อนจะเดินไปนั่งที่โต๊ะพร้อมแซนด์วิชของพวกเรา
ไม่นานหลังจากนั้น ผมยกจานพาสต้าตามออกไป
วางลงบนโต๊ะตรงหน้าเขา
สายตาของเขากำลังจ้องมองโทรทัศน์เหมือนเคย
ผมเดินไปหยิบกระเป๋าเป้เก่า ๆ ของตัวเองมาสะพายขึ้นหลัง
"ทำไมถึงเป็นผม..." ผมยืนนิ่งอยู่ข้างโต๊ะและถามเขา "ทำไมถึงเรียกผมมาที่นี่"
เขาหยุดนิ่งอยู่แบบนั้น เหมือนแกนกลางของการเวลากลายเป็นหิน
ดวงตาเลื่อนลอยจ้องมองหน้าจอที่มีภาพเคลื่อนไหวไม่หยุดหย่อน
แล้วชั่วแวบหนึ่ง แววตาของเขาก็เกิดดูมีความสุขขึ้นมา
แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้น...
"เพราะนายเป็นคนที่รู้จักเธอ..."
"นายเป็นคนที่จำได้ ว่าเธอเคยสวยงามยังไง"
"แต่ว่าฉันคือคนที่ลืมไปแล้ว"
ผมมองเขา เปตรอฟเงยหน้าขึ้นมา ยิ้มให้
รอยยิ้มนั้นแทบจะไม่สามารถปรากฏตัวขึ้นได้บนใบหน้าของเขา
ผมหันไปจดที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ให้เขาลงในกระดาษโน้ตสีเหลือง
แล้วก็บอกเขาว่าจะโทรมาเมื่อไรก็ได้
จะคุยเรื่องอะไรก็ได้...
ผมหยิบแซนด์วิชที่เขาทำไปชิ้นหนึ่งแล้วบอกลา ก่อนจะเดินไปที่ประตู
เมื่อหันกลับไปมอง
ผมเห็นเขาจ้องมองโทรทัศน์ และทิ้งกระดาษสีเหลืองที่ผมให้ลงในถังขยะใต้โต๊ะ
ผมออกมาจากบ้านของเขา และปิดประตูลง
จากนั้นก็นั่งคู้ตัวลง
เหมือนจะร้องไห้ แต่คราวนี้น้ำตากลับไม่ยอมไหลออกมา
ปวดหัว แล้วก็คลื่นไส้
ในบ้านหลังนี้...
ผมรู้ว่าเขาเสียใจที่เสียลูกไป ทาเนียก็ด้วย
เขาต้องพยายามหยุดไม่ให้เธอดื่ม เขาต้องทำแบบนั้นแน่
เขาต้องบอกเธอว่า ไม่เห็นเป็นไรเลย เรามีลูกกันใหม่ก็ได้
เขาต้องบอกรักเธอ
ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ดึงเธอขึ้นมา แล้วบอกว่าหยุดดื่มได้แล้วยัยบ้า มันจะทำให้เธอตาย
แต่ว่าเธอตายไปจริง ๆ
เขาห้ามเธอไม่ได้
เขาช่วยเธอไว้ไม่ได้
เหมือนกับตัวผมในตอนนี้...
ผมไม่รู้ว่าที่ผ่านมาในบ้านนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง
แต่เคยมีคนบอกว่า วิบากกรรมในชีวิตของเรานั้น พระเจ้าประทานมาเพื่อทดสอบ
และเพื่อบอกเล่าความหมายอะไรสักอย่าง
มันมีความหมายแน่นอน
แต่ทำไมบางครั้งพระเจ้าถึงได้โหดร้ายนัก...
ทำไมถึงได้ทดสอบพวกเราอย่างหนักหนาสาหัสนัก
ทำไมการมีชีวิตอยู่ถึงได้เจ็บปวดขนาดนี้...
ผมแวะไปที่ร้านค้า โทรหาลูก บอกเธอว่ากำลังจะกลับไป
บอกเธอว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี
แต่เธอไม่เชื่อ
และบอกว่าจะรีบกลับไปที่บ้านนะคะ
ผมทักท้วงว่าอยู่กับแม่นาน ๆ ก่อนก็ได้ แต่ว่าเธอไม่ฟัง
แล้วเธอก็บอกว่าคุณกรมาที่บ้านเมื่อหลายวันก่อน ดูเหมือนจะมีธุระ
ผมนั่งบอลลูนกลับบลอดเวน พลางสงสัยว่าคุณกรมีเรื่องอะไรหรือเปล่า
วันนี้อากาศดีเหลือเกิน แม้ว่าจะหนาวไปสักหน่อย
มือของผมเย็นเหมือนน้ำแข็งเลย
ชาวเมืองบลอดเวนดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายเหลือเกิน
หลายคนยิ้มให้ผม ผมคอยยิ้มตอบ แม้จะรู้สึกเหนื่อยล้าอยู่บ้างก็ตาม
ผมกลับไปที่บ้าน แล้วก็ต้องตกใจ
เพราะว่าคุณกรนั่งอยู่ที่พื้นตรงหน้าประตูบ้าน แล้วก็หลับอยู่
บางทีอาจจะมาตอนเช้าแล้วก็เผลอหลับไปก็ได้...เพราะว่ากลางคืนมันหนาวมาก
ผมเดินเข้าไปหา ตั้งใจจะปลุกเขา
แต่พอจะออกเสียงเรียก ก็กลับรู้สึกเหมือนมีอะไรจุกอยู่ในอก
แล้วก็ตื้นตัน
ผมนั่งคุกเข่าลง มองหน้าเขา
ยกมือขึ้นลูบผมของเขา
ตอนนั้นเขางัวเงียตื่นขึ้นมา...
"อ้าว...กลับมาแล้ว" เขายิ้ม
แต่ผมรู้ว่าเขาละเมอ เพราะว่ายังไม่ตื่นดี
เขายกแขนขึ้นโอบตัวผม
กอดแน่น
แล้วคำตอบก็ปรากฏขึ้นในหัวของผม
ถึงพระเจ้าจะโหดร้าย เพราะว่าพรากสิ่งสำคัญไปจากเรา
เพราะว่าทำให้เราเจ็บปวด
แต่ว่าพระเจ้าก็ประทานสิ่งที่สำคัญมากเหลือเกินให้กับเรา...
เรารับมา และสิ่งนั้นทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตมีค่า
เพราะว่าเรารู้สึกสิ่งนั้น เวลาที่มันหายไปถึงได้เจ็บปวด
ความรัก
มือของผมเย็น ตัวของเขาอุ่น
ผมกอดเขาไว้
ความตื้นตันที่เหมือนต้นน้ำ
มีน้ำสะอาดไหลรินออกมาไม่ยอมหยุด
ไม่รู้ว่ามันมาจากแห่งหนใดกัน...
"กลับมาแล้วครับ" ผมกระซิบข้างหูเขา
______________________________________________________
โด๋ย :
อูอา...หายไปนาน
คิดถึงจังเนอะ
กลับมาแล้วครับ...